Gemmingi View my profile

[Fiction] The Tales of Aluka : 000

posted on 11 Jun 2014 01:01 by gemmingi in Fiction directory Fiction

 

เรื่องแต่งแฟนตาซีที่เอาOCเฮตาเลียของตัวเองมาเป็นตัวละครในอีกจักรวาลหนึ่ง / Alternate Universe (AU) ฉะนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับเรื่องจิตวิญญาณประเทศ

เกี่ยวกับผีดูดเลือดในโฮลี่แลนด์สมัยปี1940s มีประเด็นการเมืองและเชื้อชาติที่อ่อนไหว เป็นเหตุการณ์สมมติที่จขบ.แต่งขึ้นมาเองที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการ์จริงแต่ประการใด ไม่ชอบใจโปรดปิด

 

 

 

 

+++++++++

 

 

ในภาษาฮีบรู อาลูกา มีความหมายตรงตัวว่า ปลิง


และในอีกนัยหนึ่ง คำๆนี้ใช้สื่อถึง ผีดูดเลือด


สิ่งมีชีวิตลึกลับ ที่ดำรงชีพด้วยการดื่มเลือดและเนื้อของมนุษย์


ซามาเอลเคยได้ยินเรื่องที่ว่ามีพวกสัตว์ประหลาดพวกนี้อยู่จริง แม้ว่ามันจะฟังดูเหมือนนิยาย ในแต่ละท้องที่ก็มีเรื่องเล่าของพวกมันแตกต่างกันไป กรีกโบราณกล่าวว่าพวกมันคือธิดาปีศาจของเทพบางองค์ซึ่งจะจ้องหาแต่เหยื่อเพศชาย บางที่กล่าวถึงตำนานผีดูดเลือดในนามของลิลิธและลูกๆของเธอ ตามตำนานของอินเดียก็มีปีศาจรูปร่างค้างคาววนเวียนอยู่กับศพคล้ายๆกันอยู่ในชื่อของเวตาล….


ในตำนานยิว ก็อย่างว่า ปีศาจปลิง… ‘อาลูกา’ หรืออีกชื่อหนึ่งที่เรียกว่า ‘โมเท็ทซ์ ดาม’ ตัวดูดเลือด ตามตำนานแล้วก็เกี่ยวข้องกับลิลิธ ว่ากันว่าปีศาจดูดเลือดก็คือเธอและบรรดาบุตรสาวของเธอที่แปลงกายมาล่อลวงมนุษย์เพื่อกินเลือดเนื้อ บ้างก็ว่าพวกเธอจะแปลงร่างเป็นสัตว์ อาทิเช่น แมว เพื่อทำให้มนุษย์ตายใจ ไหนจะตำนานบุตรสาวของราชาปีศาจที่ใช้ ‘จูบแห่งความตาย’ ฉกชิงลมหายใจของชายหนุ่มที่ทรยศเธออีก


เขาเคยได้ยินเรื่องราวของพวกมันมามาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้มาเจอตัวจริงๆ ตัวเป็นๆ….หากในสภาพนั้นจะเรียกว่า ‘เป็นๆ’ อยู่ได้ ความจริงแล้วเขาไม่เคยคิดว่าพวกมันจะมีอยู่จริงเสียด้วยซ้ำ


แม้มันจะต่างจากในตำนาน หรือที่เขาจินตนาการเอาไว้อยู่มากโข


ในวันนั้นก็เช่นวันปกติ ที่เขาต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหาร ค่ายนี้ตั้งอยู่เหนือเมืองจัฟฟา เมืองท่าโบราณอันโด่งดังของชายฝั่งแถบนี้  ค่ายอยู่ติดกับเมืองยิวที่ชื่อว่าเทลอาวีฟ กำลังจะเข้าสู่ภาวะสงคราม เพราะมติยูเอ็นว่าด้วยการแบ่งดินแดนแห่งนี้กำลังจะดำเนินมาถึงขึ้นสุดท้าย พวกนั้นใกล้จะประกาศ


ประกาศที่จะชี้ชะตาว่าพวกเขา จะมีสิทธิในดินแดนนี้มากน้อยแค่ไหน และแน่นอนว่ามันต้องแลกมาด้วยเลือดเพราะผู้ที่อาศัยอยู่มาก่อนที่ไหนจะยอม


เด็กหนุ่มเดินไปตามทางปกติเพื่อไปรวมแถว มีแนวทิวไม้ช่วยบดบังแสงแดดแต่ก็ไม่อาจบรรเทาความร้อนได้มากนัก มิวายจะยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อ ปืนคู่กายในสภาพอากาศเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังสะพายเหล็กร้อนไว้ตลอดเวลา


กลุ่มของชายติดอาวุธที่กำลังเดินสวนมาทำให้เขาต้องหยุดชะงัก พวกเขาทั้งหมดสวมชุดสีกากีเช่นเดียวกับตน ชายห้าคนถือปืนโดยที่นิ้วเข้าไปคาอยู่ในไก นั่นทำให้เด็กหนุ่มมุ่นคิ้ว พวกนั้นเดินเรียงกันเป็นวง ล้อมรอบชายคนหนึ่งที่ก็ใส่เครื่องแบบเดียวกันเอาไว้ ชายตรงกลางอยู่ในท่าทีสบายๆ และไร้อาวุธ


ชายคนนั้นมีผมสีเข้ม นัยน์ตาสีฟ้า เฉกเช่นคนทั่วไป และเขาเองก็เคยเห็นหน้าชายคนนี้มาแล้ว


เพียงแต่ว่าผิวเนื้อของชายตรงหน้ากลับขาวซีดราวกับศพ


‘อาลูกา’ ตนนั้นเหลือบตามองดูเขา พร้อมทั้งยิ้มให้อย่างเป็นกันเอง ผิดกับคนคุ้มกันทั้งห้าที่ท่าทางดูตึงเครียดยิ่งกว่าตอนออกรบเสียอีก ไม่แน่ใจว่ากำลังคุ้มกันคนข้างในหรือคนข้างนอกกันแน่ มือสีซีดของชายคนนั้นถูกยกขึ้นมาโบกให้เขาเพื่อทักทาย ซามาเอลในตอนนั้นได้แต่ยืนนิ่ง ฉีกยิ้มเล็กๆตอบในฐานะคนคุ้นหน้า


เขาได้ยินจากหัวหน้าหมู่มาว่า กองทัพเราจะยืมมือปีศาจ เขาก็ไม่คิดว่าปีศาจที่ว่า จะหมายถึง ‘ปีศาจ’ จริงๆ ตอนที่พบกันในค่ายครั้งนี้ เขาก็ยังไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์


ก่อนหน้านี้ซามาเอลเคยได้เจอกับชายคนนี้สองครั้ง ครั้งแรกตอนที่ไปเยือนเยรูซาเลม เขาเห็นชายคนนี้แต่งชุดดำเหมือนกับพวกยิวอุลตร้าออโธด็อกซ์ ยืนอยู่ที่ทางเข้ากำแพงร้องไห้ ไม่รู้ทำไมรูปลักษณ์ของชายคนนี้จึงติดใจเขานักแม้ว่าในครั้งแรกพวกเขาจะยังไม่ได้แม้แต่จะทักทายกัน อาจเป็นเพราะใบหน้าที่ซีดเซียวจนน่ากลัวกับดวงตาสีฟ้าคราม และนั่นก็ทำให้เขาจำอีกฝ่ายได้ทันทีในการพบกันครั้งที่สอง ที่กิบบุตซ์แห่งหนึ่งแถวชายฝั่งเมืองนาตาเนียที่เขาไปเยี่ยมคนรู้จักอีกคน เหนือเมืองท่าจัฟฟาขึ้นมาไกลอยู่ ในครั้งที่สองนั่นเขาเป็นฝ่ายทักก่อน เขาเห็นชายคนนั้นอยู่ในชุดคลุมสีดำสวมฮู้ด ยิ้มมาให้เขาอย่างเป็นมิตรดังเช่นเมื่อครู่นั้น แล้วเขาก็กลับมาประจำที่เทลอาวีฟต่อ ก็แค่นั้น


ชายทั้งหกเดินผ่านเขาไป


รอยยิ้มเย็นยะเยือกของผีดิบตนนั้นยังคงแจ่มชัดอยู่ในหัว


อาใช่ เขานึกออกแล้ว ในการพบกันครั้งที่สองนั้นพวกเขาแนะนำตัวกัน


อาลูกาตนนั้น มีชื่อว่า ดาวิด

 

 

 

 

 

 

“ก็บอกแล้วไง ว่าถ้าหากจะดึงตัวให้ผมเข้ามาร่วมมือกับกงการของมนุษย์นี่ก็เตรียมเชลยร่างกายแข็งแรงให้ผมทุกๆสองสัปดาห์ด้วย”


“ก็กำลังจะพาไปอยู่นี่ไงเล่า” หนึ่งในคนคุ้มกันตอบอย่างหงุดหงิด พวกเขากำปืนในมือไว้แน่น ขณะที่ผีดิบที่อยู่ตรงกลางกลับกำลังย่างเท้าไปด้วยท่าทีสบายๆ


“ถ้าผมไม่ทวงพวกคุณก็คงจะทำเป็นไม่สน” อาลูกาตนนั้นฉีกยิ้มกว้าง “ก็แหงล่ะ มันเป็นคำขอที่ตลกใช่ไหมล่ะ ยากจะเชื่อสินะ ว่าคนที่เดินตามคุณต้อยๆอยู่นี่จะไม่ใช่มนุษย์ ไหนจะกฎสากลคุ้มครองเชลยอะไรนั่นอีก แต่ไหนๆ จะมีสงครามทั้งที….” นัยน์ตาสีฟ้าครามค่อยๆแปรเปลี่ยนไปทีละน้อย ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “ยังไงก็กะจะฆ่าคนไปอีกเยอะอยู่แล้วไม่ใช่หรือ สังเวยให้ผมแค่ไม่กี่สิบคนเพื่อเพิ่มเปอร์เซ็นให้ชัยชนะมันจะเป็นอะไรไป?”


ดวงตาที่กลายเป็นสีแดงฉานคู่นั้นจ้องไปยังชายคนนำทาง เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นบนร่างของบรรดาผู้คุ้มกัน


พวกเขาเดินมาถึงส่วนขัง เต็มไปด้วยซี่กรงเหล็ก ด้านในมีเชลยจำนวนหนึ่ง ทุกห้องอยู่ติดกันและถูกคั่นด้วยปูน คล้ายๆกับคุกทั่วไป


“ช่วยแยกเชลยที่ว่านั่นออกมาให้ผมด้วยได้ไหม” ชายคนนั้นค่อยๆปลดกระดุมเสื้อสีกากีของตนแล้วถอดออก ขณะที่พวกติดอาวุธกำลังไขกุญแจ “พอดีผมไม่ชอบให้ใครรุมล้อมเยอะๆ เวลาทาน”


พวกเขาย่างเท้าเข้าไปในห้องขัง กวาดตามองไปรอบๆ มีเชลยศึกอยู่ประมาณเกือบสิบคน แทบทุกคนอยู่ในสภาพย่ำแย่


ชายเปลือยท่อนบนที่ยืนรออยู่ด้านนอกกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย กวาดสายตาไปยังห้องขังอื่นๆขณะจัดเสื้อที่ตนเพิ่งถอดออกไปให้วางพาดอยู่บนแขน เขาเห็นพวกเชลยถูกมัดมือไพล่หลัง นั่งติดกำแพง มีทั้งพวกที่ผอมกระหร่องไปจนถึงชายฉกรรจ์กล้ามเป็นมัด บางคนเสื้อโชกเลือด บางคนนอนนิ่งอยู่บนพื้น


กลิ่นเลือดยิ่งทำให้เขารู้สึกกระหาย ราวกับเป็นสัญชาตญาณ…แม้ว่าเลือดพวกนั้นจะถูกทิ้งไว้จนเริ่มกลายเป็นกลิ่นเหม็นคาวเน่า ทั้งที่ตัวเขาเองก็ไม่ได้หิวอะไรขนาดนั้น


ชายหนุ่มหยิบแผ่นหนังสีน้ำตาลออกมาจากเสื้อ คลี่มันออกมา เผยให้เห็นชุดมีดคมกริบที่ซ่อนอยู่ภายใน


เขาคงต้องรอดูก่อน ว่าเหยื่อของเขาในคราวนี้เหมาะกับมีดแบบใด


พวกนั้นตะคอกใส่เชลยสองสามที แล้วหิ้วคอเอาเด็กหนุ่มร่างกายมอมแมมแต่พอจะมีเนื้อมีหนังคนหนึ่งออกมา ดาวิดหรี่ตา แล้วก็ยักไหล่ มาอยู่ที่นี่คงจะสนใจอนามัยมากนักเหมือนตอนอยู่ที่นาตาเนียไม่ได้ ที่นั่นเขามีบ้านเป็นของตัวเอง มีฝักบัวให้อาบให้ล้างคราบ มีห้องใต้ดินสงบๆ ที่ต่อให้เหยื่อร้องดังแค่ไหนก็คงไม่มีใครได้ยิน อยู่ในบ้านทรงเบาเฮ้าส์ที่เขาได้เพื่อนในเยอรมันตนหนึ่งออกแบบให้


เชลยหนุ่มคนนั้นถูกโยนเข้าไปในห้องขังว่างๆอีกห้องหนึ่งไม่ไกลกันนัก มันคงกลัวจัด แต่ก็ไม่ยอมเปล่งเสียงร้องใดๆออกมา ตาคู่นั้นจ้องมองมายังเขาที่ยืนอยู่นอกห้องขัง ความกลัวในแววตาเปลี่ยนเป็นความดุดัน ความเกลียดชัง… มันทำให้เขานึกถึงคนคนหนึ่งที่เขาเพิ่งจากมาจากนาตาเนีย มนุษย์เพียงไม่กี่คนที่เขายอมปล่อยให้มีชีวิตต่อหน้าแม้ว่าท้องกำลังหิว


ชายชาวอาหรับผู้เคยไม่ประสีประสาคนนั้น ที่บัดนี้ผันตัวเองกลายมาเป็นเครื่องจักรสงคราม


เขาหลับตาลง ตัดสินใจลืมภาพของเพื่อนชั่วคราวคนนั้นไปเสีย ตั้งแต่วินาทีที่หมอนั่นรู้ความจริงเกี่ยวกับความเป็นปีศาจในตัวเขา รวมถึงเรื่องที่เขามาเข้าร่วมกับกองกำลังฝ่ายนี้ พวกเขาคงไม่มีโอกาสนั่งคุยกันฉันท์มิตรได้อีกต่อไปแล้ว


พวกเขากลายเป็นศัตรู


ดาวิดจ้องเขม็งไปยังเหยื่อ ผู้คุมสบถสองสามคำและถ่มน้ำลายรดร่างนั้น ชายหนุ่มมุ่นคิ้วอีก ต้องกินอาหารสกปรกไปอีกมื้อ


“ออกไปได้แล้ว” เขาเอ่ยเสียงเย็น แล้วก้าวเข้าไปในห้องขังแทนที่ มองไปด้านหลังเห็นห้องขังฝั่งตรงข้ามที่มีเชลยนั่งเรียงรายอยู่ พวกเขาสามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ได้อย่างสบายๆผ่านซี่กรง นี่คงเป็นฝันร้ายของพวกมัน


เหมือนเชือดไก่ให้ลิงดู


พวกผู้คุมลงกลอนแล้วโยนกุญแจไว้ให้เขา เขารับมาแล้วโยนมันไปกองพร้อมกับเสื้อ บนร่างเหลือเพียงเสื้อกล้ามสีหม่นและกางเกงสีกากี เขาค่อยๆก้มลงไปถอดรองเท้าและถุงเท้า แล้ววางมันไว้ข้างๆประตูที่ถูกล็อคสนิท เหตุผลหลักที่เขาต้องถอดนั่นก็เพราะเขาไม่ต้องการให้เครื่องแบบเปื้อนเลือดมากนัก ถ้าเป็นไปได้เขาคงถอดกางเกงแล้วด้วยซ้ำ


เมื่อครั้งที่เขาตะลอนไปในยุโรปเขาแทบไม่ต้องเจอปัญหาเรื่องนี้ เพราะไม่มีปัญหาที่จะเปลือยกาย ขณะที่เชือดพวก ‘นาง’


เขาเห็นสายตางุนงงและตระหนกของเด็กหนุ่มขณะที่เขาคลี่แผ่นหนังออกมาวางบนพื้น ไล้มือไปตามใบมีดอย่างพิจารณา สลับกับเหลือบดวงตาสีแดงฉานมองเหยื่อของตน ในนี้เขามีตั้งแต่มีดโกนหนวด มีดผ่าตัด มีดปอกผลไม้ มีดทหาร กริช รวมไปถึงที่เจาะน้ำแข็ง


แน่นอนว่าเขาได้ลับทุกอย่าง ให้คมกริบ


โดยทั่วไปแล้วเขามักจะเลือกเหยื่อที่เป็นเพศตรงข้าม เขามักจะไม่เข้าไปล่าตรงๆเพราะนั่นมันเสี่ยงเกินไปที่จะถูกพวกนักล่าผีดิบจับได้ เขาจะรอให้เหยื่อมาติดกับอย่างอดทน หากเป็นไปได้ก็จะดื่มแค่เดือนละครั้ง ถ้าไม่ใช่ว่าต้องมาทำสงครามเช่นนี้เขาก็คงไม่ต้องใช้พลังงานมากอะไร ดาวิดเฝ้ารอเหยื่อในจุดต่างๆของเมืองไม่ซ้ำที่ บ้างก็กลายร่างเป็นสัตว์ดังในตำนานของลิลิธ เขามักจะหาเหยื่อที่เป็นหญิงโสเภณี  ติดกับง่าย เสพสุข แล้วเชือดทิ้ง เขาพอใจที่จะใช้มีดมากกว่าเขี้ยวของตนเอง คงเพราะเขาต้องการที่จะเห็นใบหน้าบิดเบี้ยวของเหยื่อกระมัง


เขาเกลียดพวกเธอ ไม่ใช่เชลยพวกนี้ พวกมนุษย์ที่พระผู้สร้างให้ชีวิต แต่กลับใช้ร่างกายตนอย่างโสมม เทียบกับเขาและผีดูดเลือดตนอื่นที่ถูกสาปให้ดื่มกินได้เฉพาะแต่เลือดเนื้อมนุษย์ เขาที่ต้องเกิดมาเป็นทายาทของลิลิธ ทำไมเขาจะเกิดเป็นทายาทของผลงานชิ้นเอกของพระผู้สร้างบ้างไม่ได้


และมันก็เป็นแค่ส่วนหนึ่ง


ดาวิดสูดหายใจลึก


อีกอย่างคือเขาอยากจะเห็นใบหน้าบิดเบี้ยวของพวกมัน หาใช่เอาแต่ซุกหน้าฝังเขี้ยวที่ต้นคอ ที่เส้นเลือดใหญ่


ใบหน้าที่บิดเบี้ยวไม่ต่างจากจิตใจเขาในตอนนี้


พวกเขาถูกออกแบบมาเพื่อกินเลือดและเนื้อมนุษย์ การดื่มเลือดสัตว์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งแต่ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก มีผีดูดเลือดน้อยตนนักที่ร่างกายจะรับเลือดจากสัตว์ได้


แต่นั่นคงเป็นเพราะร่างกายของผีดิบอย่างไรก็ยังคงเป็นมนุษย์ แบบเดียวกับที่พวกมนุษย์จะถ่ายเลือดจากพวกมนุษย์กันเองเท่านั้น พวกเขาเองก็คงเหมือนกัน พวกเขาดูดเลือดได้เฉพาะจากมนุษย์หรือไม่ก็พวกเดียวกันเอง


และช่วงหลังที่เขาเดินทางกลับมาที่บ้านเกิด ที่แดนศักดิ์สิทธิ์ กำแพงเรื่องเพศต่างๆกลับมาเข้าในชีวิตประจำวันเขาอีกครั้ง ไม่มีผู้หญิงที่ไหนเข้ามาติดกับเขา กลับกัน พวกเหยื่อที่เข้ามามักจะเป็นเพศชายที่ทำตัวเป็นมิตรเกินเหตุ และเขาก็ไม่มีทางเลือกมากนักในการกิน โชคดีที่เขาไม่กินจุ ในยามปกติ เหยื่อแค่เดือนละคนก็เพียงพอ นับตั้งแต่ที่เขารู้จักวิธีถนอมอาหารหลักเช่นการแช่แข็งหรือหาอุปกรณ์มาแกว่งมันเอาไว้ไม่ให้ตกตะกอน


ชายหนุ่มแล่บลิ้นเลียริมฝีปาก ค่อยๆหยิบเอากริชออกมาจากสายหนังที่รัดมันไว้ ยกมันขึ้นส่องกับแสงไฟสลัวๆจากห้องขังฝั่งตรงข้าม


“นายเคยเห็นเวลาพวกเขาเชือดแพะไหม” ดาวิดหมุนของมีคมในมือไปมา พร้อมทั้งสาวเท้าเข้าหาเด็กหนุ่มที่เริ่มดิ้น “เอ่ยนามของผู้สร้าง… แล้วลงมือในฉับเดียว...” เขาเอามีดลากผ่านคอตัวเอง เป็นการสาธิต “...ให้ตายสนิท พวกมันจะได้ไม่ทรมาณ”


นัยน์ตาสีแดงฉานหรี่ลง


“ฉันมักจะไม่ทำแบบนั้นกับเหยื่อที่ฉันเกลียด อย่างพวกนั้นตายเร็วไป ก็น่าเสียดาย” เขาใช้ปลายมีดเชยคางเหยื่อขึ้นให้มองหน้า “แต่นายไม่ใช่”


เขาเห็นแววตากลัวสุดขีดจากเด็กหนุ่มตรงหน้า แววตาที่เขาเห็นและรับรู้มาทั้งชีวิต


“สวดมนต์เถอะเด็กน้อย” เสียงเย็นเฉียบเอื้อนเอ่ย เขารู้ดีกว่าควรลงมีดตรงไหนเพื่อที่จะให้เหยื่อตายในครั้งเดียว เช่นเดียวกับพวกคนที่โรงฆ่าสัตว์ “มันอาจดีต่อนายก็ได้ อย่างน้อยต่อจากนี้นายก็จะไม่ต้องไประทมทุกข์ตอนเห็นสหายร่วมรบตายจากไป ทีละคน…”


เพราะนายคงล่วงหน้าไปก่อนพวกเขา


สิ้นสุดการพูดปลอบประโลม เขาไม่ได้ทำเช่นนี้กับเหยื่อบ่อยนักในอดีตที่เขาเอาแต่ล่อโสเภณีมาติดกับ พอมาที่นี่...มีบางสิ่งที่เพิ่มขึ้นมา บางสิ่งที่คล้ายกับความรู้สึกผิด


เขาไม่ได้อยากฆ่าคนพวกนี้ขนาดนั้น


มือซีดเซียวคว้าลำคอนั้นไว้แน่นราวคีมหนีบ ปลายมีดทาบลงบนลำคอ เจ้าของร่างดิ้นพราดหาทางรอด


ภาพของอดีตสหายคนเดิมลอยเข้ามาในหัวอีกครั้ง ดาวิดกัดฟันกรอด เพิ่มแรงบีบจนลำคอนั้นแดงเป็นจ้ำ


ถ้า ‘หมอนั่น’ อยู่นี่ เขาคงกัดคอมันเสียตรงนี้


ทำให้มันกลายเป็นผีดิบเช่นเดียวกับเขา เขาจะได้ไม่ต้องทนกับความรู้สึกที่อยากจะขย้ำหมอนั่นให้จมเขี้ยวอีก


เลือดสีแดงฉานเจิ่งนองห้องขัง พร้อมกับห้องขังที่เงียบสงัด

 
 
++++++++++
 
 
*หมายเหตุ*
-เป็นบทนำซึ่งเกิดขึ้นราวๆตรงกลางของtimelineเนื้อเรื่อง
-นาตาเนียเรียกอีกแบบได้ว่าเนทันยา 
-ซามาเอลเป็นตัวประกอบ---
 

Comment

Comment:

Tweet