Gemmingi View my profile

[Fiction] The Tales of Aluka : 001

posted on 13 Jun 2014 12:08 by gemmingi in Fiction directory Fiction
 
เรื่องแต่งแฟนตาซีที่เอาOCเฮตาเลียของตัวเองมาเป็นตัวละครในอีกจักรวาลหนึ่ง / Alternate Universe (AU) ฉะนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับเรื่องจิตวิญญาณประเทศ
 

เกี่ยวกับผีดูดเลือดในโฮลี่แลนด์สมัยปี1940sอันหฤโหด มีประเด็นการเมืองและเชื้อชาติที่อ่อนไหว เป็นเหตุการณ์สมมติที่จขบ.แต่งขึ้นมาเองที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการ์จริงแต่ประการใด ไม่ชอบใจอย่าพึงอ่านให้ขัดตา

 

 
 
 
 
 
 
 
 
++++++++
 
 
 
มันเป็นบ้านที่หลังทรงแปลกที่สุดในละแวก


เป็นอาคารสีขาวก่อด้วยคอนกรีต มีทั้งส่วนโค้งเว้าประหลาดๆและส่วนที่เป็นเหลี่ยมมุมปนเปจนดูแล้วเหมือนเป็นงานศิลปะที่อยู่อาศัยได้ แต่เขาก็คุ้นตามันอยู่บ้างหนังสือศิลปะที่เขาได้อ่านจากห้องสมุดในวิทยาลัย และถ้าเขาจำไม่ผิด มันเป็นประเภทการออกแบบจากโรงเรียนสอนศิลปะหนึ่งในเยอรมัน ที่ชื่อว่า เบาเฮ้าส์


หากนึกภาพออก ยังไงมันก็คงจะดูแปลกตาที่สุดในละแวกของหมู่บ้านชาวอาหรับอย่างไม่ต้องสงสัย


อาคารหลังนี้เพิ่งสร้างขึ้นได้ไม่นาน ไม่ถึงครึ่งปีด้วยซ้ำ และก็มีคนเข้ามาอาศัยอยู่ทันทีที่สร้างเสร็จ เขาไม่เคยเห็นเจ้าของบ้าน ไม่เคยเห็นกระทั่งมีประตูหรือหน้าต่างบานใดถูกเปิด แต่ก็เหมือนจะมีคนออกมากวาดเศษฝุ่นเศษใบไม้จนหน้าบ้านสะอาดเอี่ยมอยู่เสมอ ทุกครั้งที่เขาเดินผ่านเขาก็จะพบถุงขยะใหม่ๆวางอยู่


ทีแรกเขาคิดว่าคงเป็นพวกคนยิวจากยุโรปทั่วไปที่เริ่มจะทะยอยย้ายเข้ามากันดังเช่นที่เกิดในเมืองอื่นๆ แต่เขาก็นึกขึ้นได้อีกว่าส่วนใหญ่คนพวกนี้มักจะเกาะกลุ่มกันอยู่เป็นชุมชน ทำเกษตรกรรมเป็นของพวกตัวเอง ห่างไปไม่ไกลจากนี่ก็มีเมืองชาวยิวอยู่ที่ชื่อว่า นาตาเนีย ที่นั่นค่อนข้างจะศิวิลัยทีเดียว มีโรงแรมและสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ แถมไม่ได้ถูกล้อมรอบด้วยหมู่บ้านของชาวอาหรับที่นี่ ทำไมเจ้าของบ้านหลังนี้ไม่ไปอยู่ที่นั่นเสีย?


อันที่จริงพวกเขาทั้งสองเชื้อชาติก็ไม่ได้มีอะไรบาดหมางกันมากมาก่อนจนกระทั่งเกิดปัญหาแย่งที่ดินทำกินกัน ก่อนหน้าที่พวกยิวยุโรปจะเข้ามาดินแดนในแถบนี้ก็เป็นของชาวอาหรับ ซามาเรีย ดรูซ และยิวดั้งเดิม พอมีคลื่นประชากรโหมเข้ามาอาศัยอยู่เพิ่มย่อมเกิดวิกฤตต่างๆตามมาเป็นธรรมดา  ราว16ปีที่แล้วเกิด “เหตุจลาจลปาเลสไตน์ปี1929” เหตุการณ์ที่มุสลิมและยิวปะทะกันที่เยรูซาเลมแล้วลามไปทั่วประเทศ ตอนนั้นเขายังเป็นเด็กตัวกะเปี้ยก สรุปตอนท้ายก็เจ็บตายนับร้อย ทั้งสองฝ่ายพอๆกัน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นั้นก็ทำนาตาเนียที่เพิ่งก่อร่างสร้างเมืองร้างคนไปได้พักหนึ่ง ว่ากันว่าพวกเขาถูกสังหารหมู่ หรือไม่ก็กลัวจนไม่อาจทำใจอยู่ท่ามกลางพวกอาหรับได้อีกต่อไป แม้ตอนนี้พวกเขาจะกลับมาเติมเต็มส่วนที่ขาดเหลือไปแล้วก็เถอะ


และแน่นอนว่านั่นก็ไม่ใช่เหตุจลาจลครั้งสุดท้าย ปาเลสไตน์คือดินแดนถูกสาป มันไม่เคยสงบอยู่ได้นาน จลาจลเกิดขึ้นได้ตลอดนับแต่พวกเขาต้องมาปันส่วนดินแดนที่จำกัด เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเกิด “ปฏิวัติอาหรับ” ในปาเลสไตน์ จากที่สงครามโลกและเจ้าอาณานิคมทั้งหลายทิ้งบาดแผลไว้ให้พวกเขาชาวพื้นเมือง ภาษีที่สูงลิ่ว รวมทั้งการอาศัยอยู่อย่างแออัดขึ้นเพราะชาวยิวกว้านซื้อที่ดินไปสร้างชุมชนของตัวเอง พวกอาหรับรวมตัวกันต่อต้านและใช้ความรุนแรงยาวนานหลายปี และสิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้ราบคาบของฝ่ายอาหรับ ทหารอังกฤษเจ้าอาณานิคมร่วมมือกับยิวในการปราบปราม พวกเขาเสียเลือดเนื้อไปหลายพัน บาดเจ็บอีกนับหมื่น อีกมากมายถูกแขวนคอข้อหาก่อการร้าย


โชคดีที่หมู่บ้านของเขาเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆที่ค่อนข้างสงบและตัวเขาเองก็ไม่ใช่พวกที่หัวรุนแรงพอจะเอาชีวิตไปเสี่ยงปานนั้น เขาทำได้เพียงรออ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์หรือวิทยุ ได้แต่นั่งนิ่งสลดมองบรรยากาศในร้านกาแฟที่แปรเปลี่ยนไป เหตุการณ์นั้นนองเลือดมากทีเดียว และยิ่งใจหายที่ว่าเพื่อนบ้านคนของเขาที่บ้าเลือดไปเข้าร่วมไม่ได้รอดชีวิตกลับมา


หมู่บ้านเขาอยู่ถัดเข้ามาในแผ่นดินเพียงไม่กี่ไมล์ เดินไปไม่กี่สิบนาทีก็ถึงหาดทรายแล้ว ขณะที่เมืองนาตาเนียอยู่ติดกับชายฝั่ง ข่าวคราวเกี่ยวกับนาตาเนียและเมืองยิวอื่นๆเช่นเฮิร์ซลิยาและเทลอาวีฟที่อยู่ถัดลงไปทางใต้ถูกพูดถึงมาอยู่เนืองๆ ทั้งเรื่องที่ท่าเรือของเมืองพวกนี้รับผู้อพยพชาวยิวผิดกฎหมายนับร้อยขึ้นฝั่ง นับตั้งแต่อังกฤษจำกัดโควต้าการอพยพเข้าปาเลสไตน์ของชาวยิว เรื่องพวกนี้ก็มีให้เห็นบ่อยขึ้น


เขานึกถึงภาพของบ้านหลังนั้นอีกครั้ง แต่นี่อย่าว่าแต่แปลงผักหรือคอกสัตว์ตามสไตล์ที่ทุกชุมชนยิวต้องมี ชุมชนที่พวกนั้นเรียกกันว่า “กิบบุตซ์” เขาไม่เคยเห็นแม้แต่ใบหน้าของเจ้าของบ้านด้วยซ้ำ ไม่มีบ้านทรงนี้ที่ไหนอีกในละแวก และที่จริงอาคารหลังนั้นก็ตั้งห่างไปจากชุมชนอาหรับประมาณหนึ่งไมล์ ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ไกลจากถนนหลักเท่าใดนัก เขาจึงได้เดินทางผ่านไปเห็นอยู่บ่อยๆ ยิ่งในช่วงปิดเทอมที่เขาต้องกลับมาช่วยครอบครัว เขาจึงต้องเดินผ่านถนนเส้นนั้นไปหาบ้านลุงที่อยู่หมู่บ้านข้างๆเป็นประจำ ไม่ใช่ว่าเจ้าของบ้านประหลาดนั่นจะลงทุนมาปิดบ้านทุกครั้งที่เขาเดินผ่านนะ


ท้องฟ้าเริ่มมืด ชายหนุ่มยักไหล่แล้วจูงแพะเดินไปตามทาง บางวันเขาต้องมาส่งของระหว่างหมู่บ้านและพ่อก็ไม่อนุญาติให้เขาใช้รถ เขาจึงต้องใช้แพะบรรทุกไป หรือบางทีที่เขามาทำ “ภารกิจอื่น” เขาก็ต้องเดินผ่านทางนี้ เมื่อเขาเดินไป อาคารสีขาวค่อยๆปรากฏขึ้นมาในสายตา มันเป็นสีสว่างเด่นในยามค่ำ ชายหนุ่มค่อยๆย่างเท้าผ่านไปช้าๆพร้อมกับแพะอีกหนึ่งตัว


วันนี้มีบางอย่างที่ทำให้อาคารหลังนั้นดูน่าสนใจขึ้นกว่าทุกวันสำหรับเขา จากถนนใหญ่ไปถึงประตูบ้านมีทางเดินหินง่ายๆเรียงตัวไป มันอยู่ห่างจากเขาตอนนี้ไปไม่กี่สิบหลา อาจเพราะปกติเขาไม่กลับบ้านค่ำแบบนี้จนได้เห็นมันตั้งตระหง่านอยู่ในความมืดเช่นนี้ หรือเพราะมีหน้าต่างบานหนึ่งเปิดแง้มอยู่กันแน่?


ฝีเท้าเขาหยุดชะงักลง ตาจับจ้องไปที่บานประตูสีเข้ม


แพะของเขาส่งเสียงร้องประหลาด แต่เขาก็ยังคงไม่ก้าวไปไหน


แอ๊ด…


เสียงบานพับประตูดังก้องในโสตประสาทอย่างน่าขนลุก แสงอาทิตย์ที่ค่อยๆหดหายทำให้ชายหนุ่มกระพริบตาถี่ๆ และเมื่อดวงตาเขาเริ่มชินกับความมืด เขาก็เห็นประตูบ้านนั้นแง้มออกมาจริงๆ


แพะร้องดังและพยายามดิ้นให้หลุดจากเชือก


เขาเห็นเงาตะคุ่มสีดำก้าวออกมาจากบ้าน มองดูแล้วเหมือนเป็นคนใส่ชุดคลุมสีดำยาว ทีแรกเขาคิดว่าคนคนนั้นคงเป็นแม่บ้านที่คลุมฮิญาบและเสื้ออาบายา แต่เมื่อเห็นลักษณะของมือและแขนสีซีดเซียวนั่นเขาก็เริ่มจะสับสน มันเป็นของบุรุษ เจ้าของร่างยื่นมือออกมาจากผ้าคลุมเพื่อเปิดไฟที่ประตู หน้าบ้านสว่างขึ้นมาในทันที และนั่นก็ทำให้เขาเห็นร่างของเจ้าของบ้านชัดเจนยิ่งขึ้น ดวงหน้าสีขาวมองมายังเขาพร้อมรอยยิ้มอันเป็นมิตร


นัยน์ตาสีมรกตของเขาสบเข้ากับนัยน์ตาสีแดงฉาน ชายหนุ่มผงะถอยไปก้าวหนึ่งอย่างขวัญผวา แต่เมื่อมองดูอีกที มันกลับกลายเป็นสีฟ้าครามไปแล้ว


ตาฝาด? บ้าชะมัด เขานึกตำหนิท่าทางเสียมารยาทของตนอยู่ในใจ นึกโทษจินตนาการไร้สาระของตัวเอง พลางพูดปรามแพะของตนที่ดิ้นและร้องดังขึ้นทุกขณะ


เจ้าของบ้านปริศนาหัวเราะเบาๆ ก่อนเลิกผ้าคลุมศึรษะตนออกจนเห็นผมสีเข้มตัดสั้น


เจ้าของแพะแปลกใจที่ว่า คนตรงหน้าเขาดูเป็นเพียงเด็กหนุ่มเท่านั้น แถมใบหน้านั้นดูอ่อนเยาว์กว่าตัวเขาเองอยู่มากโข
 

“ชาโลม” เด็กหนุ่มตรงหน้าเป็นฝ่ายเอ่ยทักเขาก่อน ด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวานเช่นเดียวกับเสียงประตู
 

“อ..ชาโลม” เขาตอบกลับไปแบบเดียวกันแม้มันจะไม่ใช่ภาษาของเขา บ้านนี้เป็นของคนยิวจริงๆเสียด้วย ไม่ใช่เรื่องแปลกที่มีคนยิวยุโรปอพยพมาอยู่ในดินแดนนี้ แต่ที่เขาสงสัยคือ ทำไมจึงมาอยู่ที่นี่


ชายหนุ่มกลืนน้ำลายหนึ่งอึก


“ผมไม่ยักรู้ว่ามีคุณอยู่แถวนี้ด้วย... ไม่สิ ผมไม่เคยเห็นคุณเดินทางผ่านที่นี่ในเวลานี้มาก่อน” เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยท่าทางสบายๆ แต่ดวงตาสีครามนั่นจ้องมายังเขาไม่กะพริบ


และนั่นควรจะเป็นคำพูดของเขาที่เป็นผู้อยู่มาก่อนไม่ใช่หรือไง


“อา...ครับ ผมไม่เคยกลับบ้านดึกขนาดนี้ แต่ครอบครัวผมก็อยู่ที่นี่มาหลายชั่วอายุคนแล้ว ตั้งแต่ทวดคาซิม ปู่ซาลิม บาบา(พ่อ) ...แล้วก็ผม”


น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความประชดประชัน โดยไม่ได้ตั้งใจ


เด็กหนุ่มคนนั้นยิ้มให้เขา แต่เป็นรอยยิ้มที่น่าขนลุกสิ้นดี


ชายหนุ่มจึงถามต่อ “อ้า แล้วนี่ คุณอยู่คนเดียวหรือ?”


อีกฝ่ายทำท่านึก…


“อ้าใช่ ผมมักจะอยู่คนเดียว กับบ้านทั้งหลังนี่ บางทีก็มีเพื่อนมาเยี่ยมบ้าง” เด็กหนุ่มเอ่ยพลางสาวเท้าเข้าหา “นานๆทีน่ะครับ”


คราวนี้แพะวิ่งเตลิดไปเลย เขารีบหันไปสบถและจะวิ่งตาม แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะจากเจ้าของบ้านปริศนา เสียงดังกังวานน่าขนลุกแบบเดิม


“แต่บางทีผมก็เชิญแขกจากแถวนี้เข้าไปดื่มชา แต่น้อยคนนักที่จะมา” เจ้าของบ้านพูดเสียงอ่อย ท่าทีเป็นกันเอง “อาจเพราะตอนกลางคืนไม่ใช่เวลาของพวกเขา”


“ก็ใครเขาจะตื่นมาจิบชาตอนกลางคืนกันล่ะคุณ” ชายหนุ่มสวนไปอย่างไม่ได้คิด เขาเห็นดวงตาของอีกฝ่ายเบิกขึ้นนิด ปลายลิ้นแลบเลียริมฝีปาก


“นั่นสินะครับ...” เด็กหนุ่มยิ้มจนตาหยี


ชายหนุ่มเผลอกลืนน้ำลายไปอีกหนึ่งอึก


“ผมก็...กำลังตามหาคนที่ กล้า แบบนั้นอยู่เชียว”





เขารีบขอตัวกลับทันทีหลังจากนั้น พยายามวิ่งตามหาแพะที่เตลิดไปอย่างเอาเป็นเอาตาย และเพราะมัวแต่ตามหาแพะเขาจึงกลับบ้านไม่ทันเวลาสวดมนต์ตอนค่ำ แม่คงกำลังโมโหเขาอยู่แน่


แต่แล้วเมื่อเขาเดินโซซัดโซเซมานั่งพักที่บ่อน้ำอย่างเหนื่อยอ่อน เจ้าแพะแก่ตัวเดิมก็โผล่หน้ามาจากพุ่มไม้เพื่อดื่มน้ำ มันสบตากับเขา และก็ไม่ยอมหนีไปไหน


ชายหนุ่มถอนหายใจแรงแล้วเข้าไปตบๆสีข้างมันรวมทั้งสัมภาระบนหลังของมัน บ่นพอเป็นพิธีแล้วจึงจูงมันเดินกลับทางเดิม พยายามนึกหาข้อแก้ตัวกับแม่ไปพลาง


เจ้าแพะตัวนี้บ้านเขาเองก็เลี้ยงมาตั้งแต่ยังเป็นลูกแพะเพิ่งคลานเตาะแตะออกจากท้องแม่ เขาก็สงสัยอยู่ว่ามันจะหายไปไหนได้


ครอบครัวของเขาประกอบไปด้วยพ่อ แม่ พี่ชายอีก4คน แล้วก็เขา รวมเป็น7ชีวิตที่ได้ใช้ชีวิตมาในบ้านที่เปิดกิจการเป็นร้านกาแฟซึ่งรวมถึงการทำหน้าที่เป็นจุดพบปะสังสรรค์ของคนทั้งหลายในหมู่บ้าน พี่ชายคนโตสองคนแต่งงานมีครอบครัวและย้ายออกไปอยู่ที่บ้านของตัวเองแล้ว กระนั้นก็ยังอยู่ในหมู่บ้านเดิมและไปมาหาสู่กันง่าย พี่คนที่สามอยู่ในวัยทำงานซึ่งตัวเขาเองก็ไม่รู้แน่ว่าพี่ตนกำลังทำงานอะไรเพราะก็หายไปหายตาไปจากบ้านเกือบครึ่งปี ส่วนพี่คนที่สี่กำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเช่นเดียวกับเขา เพียงแต่ว่าเรียนอยู่ที่อังกฤษ เป็นนักเรียนทุน ไม่ได้พบหน้ามานานแล้วเช่นกัน


เป็นอันสรุปว่า... ในบรรดาลูกชายทั้งห้า มีเพียงเขาคนเดียวที่ยังอยู่ติดบ้านในขณะนี้ ก็ใช่สิ ตอนนี้เขาปิดเทอมอยู่ หากว่าในชั่วเวลาปกติเขาก็คงได้กลับบ้านมาเพียงเดือนละครั้งเพราะเขาเรียนอยู่ที่วิทยาลัยในเมืองทุลคาเร็ม


เขาจูงแพะมาถึงหน้าบ้านตัวเอง มีหลอดไฟสีนวลหลายดวงเปิดทิ้งไว้ที่หน้าร้านตามปกติ ถนนด้านหน้ายังมีผู้คนเดินขวักไขว่ ส่วนใหญ่มุ่งหน้ากลับบ้านของตนเอง ชายหนุ่มเดินอ้อมไปหลังบ้านเพื่อจูงแพะกลับเข้าคอก แล้วเอาสัมภาระเข้าไปในบ้าน


“กลับมาแล้ว” เขาเปิดประตูแล้วตะโกนขึ้นให้คนในบ้านรับรู้ ได้ยินเสียงวิทยุเปิดดังอยู่ในห้องนั่งเล่น ลูกจ้างคนนึงของร้านเดินมายิ้มให้เขาแล้วเดินออกไปทางหลังร้านพร้อมกระเป๋าเป้บนหลัง ถ้าจำไม่ผิดนายคนนี้ชื่ออันวาร์ อายุรุ่นราวก็คงจะไม่ต่างจากเขาเท่าไหร่ เพียงแต่ว่าคนคนนี้ออกมาหางานทำแล้ว


เขามองอีกฝ่ายนึงเดินออกไปทางหลังร้านอยู่นิ่งๆ


ชายร่างสูงใหญ่เดินออกจากห้องครัว เห็นเขาแล้วก็ยิ้มให้ เดินเข้ามากอดแล้วหอมแก้มสองข้างพอเป็นพิธี ชายหนุ่มรีบผลักออก


“อายเขาน่าพ่อ!”


“ก็มีกันอยู่แค่นี้!” ชายวัยกลางคนหัวเราะร่วน ตบๆบ่าเขาอยู่สองสามที แล้วเดินหายเข้าไปในครัวต่อ “วันนี้ลุงกาซีแกว่ายังไงบ้างล่ะ”


“ก็เหมือนเดิมครับ อ่าก็..เอาเมล็ดกาแฟกับใบชานำเข้ามาให้ลอง ให้ผมเดานะ ชาก็คงเป็นชาอังกฤษอีกตามเคย” ฝ่ายลูกพูดพลางวางกระเป่าสัมภาระไว้บนโต๊ะ


“แล้วกาแฟเล่า?” พ่อเช็ดมือเปียกๆก่อนเดินมาที่โต๊ะเพื่อดูของในกระเป๋า เปิดดูพบว่าฉลากบอกเป็นเมล็ดกาแฟอาร์เจนตินา “แล้วลุงแกพูดอะไรเกี่ยวกับบารีไหม”
 

มันเป็นชื่อของแพะ


“ก็เปล่านี่ครับ” ชายหนุ่มกลอกตา“โธ่พ่อ พรุ่งนี้พ่อให้ผมขับรถไปเหอะน่า ระยะทางก็ไม่ได้ไกลอะไรสักหน่อยนี่ครับ ไม่ต้องห่วงน่า”


“ก็เพราะมันไม่ไกลพ่อเลยให้แกเดินไปไง” ผู้เป็นพ่อยักไหล่ “ให้แกไปเปิดหูเปิดตาเสียบ้างก็ดี แต่หลังๆมานี่พ่อว่าเจ้าบารีมันทำตัวแปลกๆ”


ชายหนุ่มเลิกคิ้ว “แปลกยังไงครับ?”


“หลายวันมานี่ ทุกเช้าพ่อเอาอาหารไปให้มัน ทันทีที่พ่อเปิดประตูมันก็พุ่งเข้ามาเลย...” ผู้เป็นพ่อทำท่านึก “อืม...ใช่ หน้าตามันเหมือนกลัวอะไรสักอย่าง พ่อก็ลูบหัวมัน พูดปลอบมันจนสงบ เมื่อเช้ามันก็เป็น พ่อว่ามันอาจจะเจอสัตว์ป่า? แต่แพะบ้านอื่นพ่อไปถามพวกขาประจำดูแล้วก็ไม่เห็นจะมีอาการ”


“อาจเป็นงูไม่ก็ตะขาบก็ได้มั้งพ่อ แถวนี้ไม่น่ามีสัตว์นักล่าตัวใหญ่ๆ” ชายหนุ่มบอกปัดๆ “วันนี้มันยังแรงดีวิ่งหนีผ...เอ้อ ...เดี๋ยวผมไปอาบน้ำก่อนนะครับ!ล”


เกือบปากพล่อยไปแล้ว ชายหนุ่มคิดในใจพลางวิ่งขึ้นบันได เรื่องแปลกๆที่เกิดขึ้นเมื่อเย็นยังวนเวียนอยู่ในหัว


ทำไมแพะบารีถึงได้ทำท่ากลัวชายคนนั้น มากขนาดนี้
 
 
 
+++++++
 
 

Comment

Comment:

Tweet