Gemmingi View my profile

 

หลังจากที่ได้แต่สครีมเทรลเลอร์เรื่องนี้มาตั้งนานก็ขอมาสครีมตัวหนังบ้าง.

 

หากตามบล็อกมาสักพักคงจะทราบดีว่า จขบ. บ้าคลั่ง ฝักใฝ่ เกี่ยวกับแถบนี้มากเพียงใด(?) หนังเป็นเรื่องราวของความรัก....ต้องห้าม....ระหว่างชายสองคนที่เป็นชาวอิสราเอลและปาเลสไตน์ ดูแล้วทำให้นึกถึงเอนทรี่นึงที่เคยอ่านไปเมื่อนานมาแล้วเลย http://pisces.exteen.com/20090604/entry

 

ไม่เคยรีวิวหนังจริงจังเลยเพราะก็ไม่ใช่คอหนังอะไรเท่าไหร่... เอาแต่เสาะแสวงหาหนังแถบนี้ดูนี่แหละ--- แต่เรื่องนี้ขอจริงๆ ผิดถูกยังไงก็ขออภัยด้วยนะคะ

 

อนึ่ง ถึงจะเป็นหนังเกย์ แต่เนื้อเรื่องก็ไม่ได้สื่อถึงรักใคร่มากนัก ฉากสวีทมีจึ๋งนึง ช่วงแรกน่ารักมากและหลังๆก็ดราม่าไม่น้อยเลยทีเดียว แม้ว่าทั้งคู่จะสามารถรักกันได้โดยไม่แคร์สภาพการณ์ทางการเมืองแต่ก็ใช่ว่าสังคมของทั้งคู่จะยอมรับไปด้วยนั่นเอง

 

 

 

มาที่ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องกันก่อน

 

จาก IMDb

 

ชื่อเรื่อง : Out in the Dark

กำกับโดย : Michael Mayer 

เขียนบท : Yael Shafrir และ Michael Mayer

Genre : Drama, Romance, Political Thriller

 

 

 

ก่อนอื่น หนังเรื่องนี้เป็นโปรดักชั่นของอิสราเอลนะคะ แม้ว่าตัวเอกจะเป็นชาวปาเลสติเนียนก็ตาม ซึ่งการ "พยายามที่จะหลีกเลี่ยงการเลือกข้าง" ของหนังเรื่องนี้เราก็ค่อนข้างจะโอเคเลยทีเดียว /แต่ไม่รู้คนอื่นจะโอเคด้วยไหมนะ เอาเป็นว่ามีการเมืองและประเด็นอ่อนไหวปนๆค่ะ ไม่ชอบก็อย่าพึงอ่านให้เสียสุขภาพจิตน้า....

 

 

 

 

Cr. http://ukjewishfilm.org/film/out-in-the-dark/


เรื่องย่อแบบไม่สปอยคือ นีเมอร์(Nicholas Jacob)เป็นนักศึกษาจิตวิทยาชาวปาเลสไตน์จากเมืองรามัลลาห์ที่ข้ามชายแดนมาที่เมืองเทลอาวีฟฝั่งอิสราเอลแล้วได้พบรักกับ รอย(Michael Aloni)นักกฏหมายหนุ่มชาวยิว แต่แล้วความสัมพันธ์นั้นก็มีปัญหาเมื่อเรื่องรักร่วมเพศยังไม่ถูกยอมรับในสังคมชาวปาเลสไตน์และพวกเขามักจะถูกมองว่าเป็นสปายให้กับอิสราเอล ยิ่งในเมื่อ นาบิล(Jamil Khoury)พี่ชายของนีเมอร์เอง ก็เป็นหนึ่งในพวกนักรบติดอาวุธ เมื่อหน่วยงานความมั่นคงของอิสราเอลยึดใบอนุญาติข้ามชายแดนของนีเมอร์เพื่อข่มขู่ให้เขาเป็นสปายล้วงความลับจากพี่ชาย ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป นี่คือบทพิสูจน์ความรักของทั้งคู่หรือเรื่องราวของอีกเหยื่อสังเวยของวัฏจักรความขัดแย้งอันไม่สิ้นสุดนี่กันแน่

 

 


เอาล่ะ มาเริ่มกันเลย

 


ตัวเอกของเรื่องคือ นีเมอร์ มัชราวี (Nicholas Jacob) นักศึกษาสาขาจิตวิทยาชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ในเมืองรามัลลาห์ซึ่งอยู่ในเขตเวสต์แบงค์ ผู้ที่มักจะแอบลอดรั้วข้ามชายแดนมาที่เมืองเทลอาวีฟฝั่งอิสราเอลเพื่อใช้ชีวิตกลางคืนในไนท์คลับ ภาพช่วงแรกของหนังคือนีเมอร์ที่แอบลักลอบข้ามรั้วและเดินอยู่ท่ามกลางแสงสีของเทลอาวีฟ สิ่งที่เขาจะไม่สามารถหาได้จากรามัลลาห์หรือที่ไหนในเวสต์แบงค์ บ้านเกิดของเขา

 

 

 

(แต่ดูๆไปแล้วแสงสีพวกนี้คล้ายจะแสดงถึงความสับสน)

 

 

นีเมอร์รู้จักกับเครือข่ายชาวอาหรับหลายคนที่นั่น หนึ่งในนั้นคือมุสตาฟา(Loai Noufi) อีกหนึ่งชาวอาหรับที่มีทางเลือกทางเพศอีกแบบ ผู้ที่เคยได้เชื้อเชิญเขาเมื่อครั้งที่เพิ่งข้ามฝั่งมาอิสราเอลได้ครั้งแรกให้เข้ามาในไนท์คลับอย่างเป็นมิตรและเป็นกันเอง ไนท์คลับที่มีสาวเสียงใสร้องเพลงเป็นภาษาอาหรับ ที่ที่เปิดกว้างสำหรับทั้งชาวยิว ชาวอาหรับ รวมถึงชาวรักร่วมเพศจากทั้งสองฝั่ง คืนหนึ่งเขาได้พบกับรอย(Michael Aloni)นักกฏหมายหนุ่มชาวอิสราเอล

 

 

 

 

พวกเขาทั้งคู่ตกหลุมรักกันอย่างรวดเร็วแม้จะรู้ดีถึงความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างชาติของพวกตน

"ผมขับรถไปส่งคุณที่บ้านได้นะ"

นีเมอร์ยิ้มอย่างมีเลศนัย "ไปที่รามัลลาห์น่ะนะ?"

รอยหัวเราะออกมาเบาๆ

"มีปัญหาหรือที่ผมมาจากที่นั่นน่ะ?"

แน่นอนว่าเขาปฏิเสธทั้งยิ้ม อีกทั้งยังดึงดันที่จะขับรถพานีเมอร์ไปส่งบ้านอีกด้วย และแน่น่อนว่านีเมอร์ไม่ยอมเสี่ยงขนาดนั้นหรอก แต่รอยก็เอานามบัตรให้นีเมอร์เรียบร้อย

 

 

 

 

และเมื่อนีเมอร์ได้ใบอนุญาตข้ามชายแดนเพื่อมาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยในเทลอาวีฟได้สัปดาห์ละครั้ง ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ได้พัฒนาไปมากขึ้น

 

 

แต่นั่นก็ยิ่งทำให้เขามีปากเสียงกับนาบิล(Jamil Khoury) พี่ชายของเขาที่เป็นปฏิปักษ์กับอิสราเอลและเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการติดอาวุธในเวสต์แบงค์ พี่ชายไม่เห็นด้วยที่เขาข้ามฝั่งไปเรียนถึงเทลอาวีฟ ส่วนเรื่องรสนิยมทางเพศของเขายิ่งต้องเก็บเป็นความลับ ความสัมพันธ์ของสองพี่น้องเริ่มแย่ลงไปอีกเมื่อนาบิลเลือกที่จะใช้บ้านของเขาเก็บซ่อนอาวุธและนีเมอร์ไม่เห็นด้วย

 

 

และมันยิ่งแย่ไปทุกทีเมื่อมุสตาฟาถูกหน่วยราชการลับของอิสราเอลส่งกลับเวสต์แบงค์ และถูกกลุ่มของนาบิลตั้งข้อหาว่าเป็นสปาย(ซึ่งก็น่าจะเป็นจริงๆ) ขณะที่พวกนาบิลกำลังข่มขู่มุสตาฟา นีเมอร์ก็เข้าไปทันรู้เห็นพอดี เขาพยายามห้าม แต่ไม่เป็นผล และมุสตาฟาก็ถูกยิงตายที่นั่น นีเมอร์กลับไปที่เทลอาวีฟอีกครั้ง ไปค้างคืนกับรอยเพื่อหนีความโศกเศร้าและความขัดแย้งกับพี่ เขากับชาวอาหรับที่นั่นร่วมกันจัดงานอำลาเล็กๆให้กับเพื่อนที่ตายจาก นีเมอร์ซบพิงรอยและเล่าเรื่องเก่าๆของมุสตาฟาให้ฟัง

 

 

 

 

แต่แล้วหลังจากนั้นเองที่เรื่องพลิกผันมาดราม่าเต็มเหนี่ยว นีเมอร์กลับถูกยึดใบอนุญาตข้ามชายแดนมาอิสราเอล เขาถูกหน่วยงานลับของอิสราเอลกลุ่มเดิมเสนอให้เป็นสปายเพื่อล้วงข้อมูลจากนาบิลพี่ชายที่เป็นกลุ่มติดอาวุธ นีเมอร์ปฏิเสธและนั่นทำให้เขามาหารอยอีกไม่ได้ จากนั้นก็มีสายมาบอกนาบิลถึงเรื่องที่ว่าน้องชายเป็นพวกรักร่วมเพศพร้อมภาพหลักฐาน น้องสาวของนีเมอร์ก็เจอข้อความที่รอยส่งมาให้ในมือถือของนีเมอร์ เขาถูกเปิดโปงความลับ โดยปกติแล้วเขาจะต้องถูกฆ่า แต่นาบิลก็ฆ่าน้องชายตนเองไม่ลง จึงบอกให้เขาหนีข้ามฝั่งไปอิสราเอลแล้วไม่ต้องกลับมาอีก นีเมอร์จึงไปขออาศัยอยู่กับรอย และรอยเองก็พยายามจะทำเรื่องให้นีเมอร์สามารถอยู่ในอิสราเอลได้อย่างถูกกฎหมาย แต่อะไรๆมันก็ยากกว่าที่เขาคิด ไม่ว่าจะมีทั้งอิทธิพลหรือเส้นสายจากพ่อและบรรดาลูกความ มันก็ไม่ง่ายเลย

 

 

 

 

จนวันหนึ่งขณะที่ทั้งสองกำลังดูข่าวจากในทีวี นีเมอร์เห็นบ้านตัวเองซึ่งกำลังถูกค้นปรากฏบนจอ ทหารอิสราเอลเจออาวุธที่นาบิลซ่อนไว้ใต้ถุนบ้าน นั่นทำให้รอยรู้ว่าพี่ชายของนีเมอร์เป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งคู่มีปากเสียงกัน รอยโมโหที่นีเมอร์ไม่เคยเล่าเรื่องอะไรให้ตนฟังเลย นีเมอร์จึงออกจากบ้านรอยไป ไม่นานหลังจากนั้น เมื่อทหารไม่พบร่องรอยของนีเมอร์ในบ้านของครอบครัวมัชราวี พวกเขาจึงเริ่มออกไล่ล่านีเมอร์อีกครั้งในเทลอาวีฟ พวกเขามาเคาะประตูห้องรอย(ที่ก็ไปสืบมาจนได้ว่ารอยเป็นแฟนนีเมอร์) รอยจึงรู้ว่าคนรักของตนกำลังตกอยู่ในอันตราย

 

 

รอยติดต่อไปหาผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งที่เขาเคยช่วยว่าความให้ ขอให้คนนั้นช่วยแก้ปัญหานี้ให้ แล้วจึงไปตามหานีเมอร์เพื่อขอโทษและบอกกับนีเมอร์ว่าเขาเตรียมเรือให้นีเมอร์หนีออกจากอิสราเอลได้แล้ว ไปอีกฟากนึงของเมดิเตอเรเนียน ให้นีเมอร์ขึ้นเรือไปก่อนแล้วเขาจะขึ้นเครื่องบินไปรอที่นั่น

 

 

แต่มันก็ราบรื่นนักเมื่อหน่วยสืบราชการลับนั่นมาดักรอพวกเขา รอยจึงแกล้งปลอมตัวเป็นนีเมอร์โดยใส่เสื้อโค้ทแล้ววิ่งไปอีกทางเพื่อหลอกล่อ และให้นีเมอร์วิ่งไปที่ท่าเรือเพื่อหนี

 

 

ในตอนจบของหนัง นีเมอร์สามารถขึ้นเรือและเดินทางออกจากชายฝั่งอิสราเอลได้สำเร็จ

 

 

ส่วนรอย เขาถูกจับ และไม่ได้รับการปล่อยตัว

 

 

 

 

 

 

 

 

จบ

 

//น้ำตาแตกแป๊บ จบได้สตั๊นท์มากๆแต่บอกว่าประทับใจคงได้มั้ง(?) เขียนไม่รู้เรื่องก็ขออภัยค่ะ orz

 

 

 

 

แปะรูปขุ่นอโลนี่เต็มๆสักรูป (นักแสดงที่เล่นเป็นรอย)

Cr. http://www.themoviejerk.co.uk/features/interview-out-in-the-dark/

 

 

 

 

 

 

มาถึงโซนสครีมและเวิ่นเว้อบ้าง

 

 

 

คืออิสราเอลนี่ก็แอบขึ้นชื่อเรื่องหนังเกย์อยู่นะ แต่แนวนี้ที่เคยดูมาก็มีแค่ Eyes wide open, Yossi & Jagger ที่เหลือก็หนังแนวทหารชายล้วนทั้งหลาย #ไม่ใช่  ไม่เค๊ยยยไม่เคยจะคิดว่าจะได้มาเจอหนังเกย์สองชนชาตินี้ *มือสั่น* เคยรู้สึกว่ามันต้องห้ามมาก ตอนรู้ข่าวนี่แบบสตั๊น ตอนเทรลเลอร์ออกก็ส่องแล้วส่องอีก ยาโคบน่ารักไปไหนนนนนน เห็นนีเมอร์ในหนังยิ้มทีแบบเราตายอ่ะตายยย อโลนีก็หล่อได้อีกกกกกก เห็นว่าเป็นหนังเรื่องแรกจากผกก.คนนี้แต่ก็ทำได้ใช้ได้ไปเลยนะ เป็นหนังเกย์ที่ดูไม่ใช่เลิฟสตอรี่....เพราะเรื่องเครียดมันกินขาด

 

 

อันนี้คือเหล่าบทสัมภาษณ์ 

http://www.themoviejerk.co.uk/features/interview-out-in-the-dark/

http://www.blouinartinfo.com/news/story/932743/michael-mayer-on-his-gay-love-affair-film-out-in-the-dark

http://www.thebacklot.com/gay-love-political-crossfire-in-michael-mayers-out-in-the-dark/07/2013/

http://www.nisimazine.eu/Michael-Mayer.html

 

 

มีความเห็นว่าพล็อตดูโรมิโอจูเลียตมาก (แต่เห็นรีวิวอันนึงบอกเป็นโรมิโอกับโรมิโอแทน---) พี่ชายนีเมอร์เป็นกลุ่มติดอาวุธ ถ้าพ่อรอยเป็นนายทหารระดับสูงที่เกลียดอาหรับอีกด้วยนะแบบมันใช่เลยพล็อตเบสิคนี้ แต่กลับกันก็ตรงที่ตอนรอยพานีเมอร์ไปแนะนำตัวกับที่บ้าน แม่รอยดูจะไม่ค่อยพอใจเลยทิ้งพ่อกับนีเมอร์ไว้ที่โต๊ะอาหารแล้วไปเคลียร์กับลูกชาย พ่อของรอยก็ชวนนีเมอร์คุยตามปกติ บอกว่าตัวเขาเองเคยเป็นทหารไปประจำการอยู่ที่รามัลลาห์สมัยสนธิสัญญาออสโล ตอนนั้นที่เจรจากันสำเร็จก็มีเด็กๆปาเลสไตน์เดินถือเอาต้นมะกอกมาให้พวกเขาด้วย พ่อของรอยบอกว่าบางทีนีเมอร์อาจจะเป็นหนึ่งในเด็กพวกนั้นก็ได้ (จำบทสนทนาเป๊ะๆไม่ได้แต่ชอบมาก)

 

 

ในเรื่องนี้สิ่งเดียวที่ขัดๆคือความสัมพันธ์ของรอยกับนีเมอร์นี่แหละ เจอกันในผับ คุยกันสักพัก กุ๊กกิ๊กกันพอสมควร ตัวหนังโฟกัสการสู้ชีวิตของนีเมอร์มากจนอีตารอยเกือบจะไม่เด่นไปเลย รอยก็พูดจาดูพ่อพระพระเอกสุดๆ แต่ก็ดูเป็นเด็กสปอยล์ในขณะเดียวกัน เหมือนจะเพิ่งคบที่นีเมอร์ไม่นาน แต่ดูจากที่ทำไปขนาดนี้คงเพราะเชื่อมั่นในเส้นสายพ่อตัวเองล่ะมั้งเนี่ย  ก่อนหน้าที่จะหนีหน่วยงานลับนั่นกันจ้าละหวั่น นีเมอร์เคยชวนรอยหนีตามไปด้วยกันทีนึง "ไปที่ประเทศไหนก็ได้ที่มีกฏหมายรับรองฉันเป็นผู้อพยพ ไม่ใช่ที่นี่" รอยก็อ้ำอึ้ง เพราะตัวเองทำงานอยู่กับพ่อ ติดธุรกิจทางนี้อยู่ จนสุดท้ายมันก็สายเกินไป 

(*อีดิทแก้* ตกลงเป็นหน่วยงานนั้นชินเบ็ทล่ะค่ะ ในหนังเรียกเป็นภาษาฮีบรูเลยจำไม่ได้ orz เป็นหน่วยความมั่นคงของอิสราเอลที่คอยดูแลความปลอดภัยแล้วไล่จับพวกผู้ก่อการร้ายนั่นแหละ)

 

ส่วนตัวเราว่าเรื่องรักร่วมเพศในประเทศมุสลิมก็เป็นแบบนี้อยู่แล้วเลยไม่คิดว่าเป็นการโจมตีปาเลสไตน์อะไรมากนัก และในอิสราเอลก็มีเสรีภาพในเรื่องเพศมากกว่าจริงๆ (แต่ก็ไม่ได้มากอะไรเท่าไหร่นะถ้าอยู่ในชุมชนคนยิวเคร่งศาสนา ดูได้จากประเด็นในเรื่องEyes wide open) และเคสรักร่วมเพศในปาเลสไตน์ เพราะมีปัญหาพิพาทกับอิสราเอลอยู่ด้วย คนที่รักร่วมเพศเลยเหมือนจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของการไปเข้าพวกกับฝ่ายอิสราเอลไปเสียซะงั้น

 

 

 

สุดท้าย มีอีกบทสนทนานึงที่ยังพอจำได้ ตอนที่รอยกับนีเมอร์เจอกันวันแรก รอยเล่าว่าตัวเองเป็นนักกฎหมาย แต่ทำงานยังอยู่กับพ่อ 

นีเมอร์ก็ยิ้มๆ แล้วบอกว่า ก็ดีนี่

รอยบอกว่ามันน่าขำใช่ไหมนะ

นีเมอร์ตอบว่า "พ่อฉันตายตั้งแต่ฉันอายุ12 ฉันเลยคิดว่าถ้าได้ทำงานกับพ่อก็คงดีเหมือนกัน"

 

 

 

 

-------------------

 

ส่วนถ้าจะถามว่าหนังเรื่องนี้เข้าข้างฝ่ายไหนกันแน่ จากหนึ่งในบทสัมภาษณ์ที่แปะไว้บนๆ ผู้กำกับบอก ตอนออดิชั่นมีนักแสดงหญิงชาวปาเลสไตน์คนนึงไม่ยอมมาเพราะเห็นว่าเนื้อเรื่องมันดูโจมตีปาเลสไตน์เกินไป มีนักแสดงอิสราเอลอีกคนมาอ่านสคริปบอกว่า "You are an Israel hater." ที่โตรอนโตก็มีทั้งคนที่บอกผกก.ว่า "หนังเรื่องนี้มันโปรอิสราเอลสุดๆไปเลยนี่หว่า" ขณะที่อีกคนถามว่า "หนังเรื่องนี้ได้รับทุนสร้างของรัฐบาลอิสราเอลไม่ใช่เหรอ ทำไมมาสร้างหนังแอนตี้อิสราเอลแบบนี้" ผกก.เลยบอก  "This morning I was accused to be anti-Palestinian, in the evening I am accused of being anti-Israeli."

 

 

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

อะ...อยากดูขึ้นมาเลยค่ะ
ชอบเนื้อเรื่องแนวนี้จัง แลมันสื่ออะไรหลายๆอย่าง

#2 By h e a r t m a d e . on 2014-07-19 14:25

รีวิวได้ดีค่ะ//แปะๆๆปรบมือconfused smile big smile confused smile
แค่อ่านเนื้อย่อก็ได้กลิ่นมาม่าไวไวมาแต่ไกล ฮะๆ
เป็นเรื่องที่ขัดแย้งได้น่าติดตามนะเราว่า
(แต่สปอยจนไม่ต้องดูแล้วมั้ง55)
ไม่จบแฮปปี้เอ็นดิ้ง ก็ยิ่งดราม่า
แต่นะเรื่องรักร่วมเพศก็ยังไม่ได้ยอมรับมากมาย
แม้ว่าพูดกันตามจริง ใจใครใจมัน ห้ามไม่ได้
คนเราก็ชอบไปขีดเส้นว่าห้ามๆๆ
แต่มันก็พูดยากจริงๆๆ555
double wink double wink wink wink surprised smile surprised smile

#1 By Nedra-[NIG] on 2014-07-06 23:47